บทที่ 7 คนไร้หัวใจ - 2
หนึ่งในเอกสารทั้งหมดนั้นมีเอกสารอยู่ฉบับหนึ่ง เป็นประวัติพร้อมรูปถ่ายเกี่ยวกับเด็กฝาแฝดที่ผ่านมาของเด็กทั้งคู่ ยิ่งได้อ่านรายละเอียดก็ยิ่งทำให้อยากเจอกับเด็กสองคนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“คุณน้อง เชิญข้างในหน่อยครับ”
เสียงดังผ่านเครื่องติดต่อภายในระหว่างเขากับเลขา
“ตกลงคุณน้องหาทางติดต่อผู้ปกครองเด็กได้แล้วหรือยังครับ”
เสียงนุ่มดังขึ้นทันที่ร่างของเลขาฯ หน้าหวานก้าวพ้นประตูห้องทำงานเข้ามา
“ยังเลยค่ะ... แต่เมื่อเช้าคุณเพียงฟ้าโทร.มาบอกว่ากำลังติดต่อให้อยู่ นะจะอีกสองสามวันค่ะ คุณเพียงฟ้าฝากให้น้องมาแจ้งคุณด้วยค่ะ”
เลขาฯ หน้าหวานรีบรายงาน
“อืม... แล้วข้อมูลนี้คุณไปได้มาจากไหน”
“เมื่อวานคุณเพียงฟ้าส่งมาให้ค่ะ”
“คุณอ่านหรือยัง”
รวิชญ์ถามขึ้นอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองหน้าเลขาฯ สาวเป็นครั้งแรกนับจากเธอก้าวเข้ามาในห้อง
“อ่านแล้วค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมแค่สงสัยว่าทำไมถึงมีแต่ชื่อจริงไม่เห็นมีนามสกุลเด็ก และก็ไม่เห็นมีชื่อผู้ปกครองเด็กเลย”
รวิชญ์ถามขึ้นด้วยความสงสัย หลังจากที่ได้อ่านประวัติย่อๆ ของเด็กทั้งสองอยู่หลายครั้ง เขาสังเกตเห็นเพียงแต่ชื่อจริงเท่านั้น อีกทั้งยังไม่บอกอีกด้วยว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
“ค่ะ เมื่อวานนี้น้องก็เห็นว่าไม่มี เลยโทร.กลับไปถามคุณฟ้าเหมือนกันค่ะ คุณฟ้าเธอบอกว่าเท่าที่รู้ประวัติน้องสองคนนี้ที่หลายคนมีก็มีเท่าที่เห็นค่ะ”
กนกวรรณเห็นเช่นเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจตัดสินใจถามที่ต้นเรื่องเพื่อหาคำตอบให้เจ้านาย ซึ่งมั่นใจว่าเจ้านายนายจะต้องสงสัยเช่นเดียวกัน และก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้จริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นได้เรื่องอะไรเพิ่มเติมรีบรายงานผมนะ จะได้รีบสรุปงานสักที”
“ค่ะ คุณรวิชญ์”
หญิงสาวรับคำพร้อมกับรับแฟ้มเอกสารที่เขาเป็นคนส่งให้หลังจากเซ็นชื่อที่เอกสารใบสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว
“อ้อ... คุณรวิชญ์คะ”
เสียงเลขาฯ ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเจ้าหล่อนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ว่าไงคุณน้อง”
คิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยเชิงเป็นคำถาม
“วันนี้ช่วงเย็นน้องทอฝันกับน้องพาฝันมีงานเปิดตัวสินค้าค่ะ วันนี้ช่วงบ่ายคุณรวิชญ์ไม่มีงานอะไรแล้วนี่คะ เผื่อคุณจะแวะไปดูฝีไม้ลายมือของน้องสองคนก่อน”
เลขาฯ หน้าหวานแนะนำพร้อมทั้งเขียนเวลาและสถานที่ให้เจ้านายหนุ่มอย่างละเอียดสมกับที่เป็นเลขาฯ เจ้านายกันมานาน
“อืม... ก็ดีเหมือนกัน เผื่อผมจะได้เจอกับพ่อแม่ของน้องด้วย จะได้คุยกันทีเดียวเลย... ถ้างั้นผมฝากช่วยเคลียร์งานช่วงบ่ายให้ผมด้วยแล้วกันว่ายังมีอะไรค้างแล้วต้องให้ผมดูอีก”
รวิชญ์รับกระดาษแผ่นเล็กจากกนกวรรณมาพับใส่กระเป๋าเสื้อไว้ พลางสั่งงานไปด้วย
เย็นนี้ห้างสรรพสินค้าชื่อดังผู้คนค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ เนื่องจากบริเวณลานด้านหน้าของห้างใหญ่มีการจัดงานเปิดตัวนมผงยี่ห้อดัง มีทั้งเวทีการแสดงต่างๆ พร้อมทั้งการประกวดความสามารถของเด็กๆ พื้นที่บริเวณรอบๆ เวทียังมีซุ้มเกมจัดไว้ให้เด็กและผู้ปกครองได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมเพื่อชิงของรางวัลมากมายหลายซุ้มเลยทีเดียว
เมื่อได้เวลาเปิดงาน ดาราสาวชื่อดังซึ่งทำหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ก็เริ่มทำหน้าที่ดำเนินรายการพิธีเปิดงานโดยเชิญผู้บริหารของบริษัทนมผงชื่อดังขึ้นมากล่าวเปิดงาน จากนั้นก็เป็นการแสดงเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลย่านนั้น
จากนั้นก็ถึงไฮไลต์ของงาน พรีเซนเตอร์ตัวน้อยในชุดกระโปรงบานสีชมพูสดทั้งคู่ก็เดินออกมาโชว์ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวพร้อมกัน คนหนึ่งในมือถือแก้วนมโดยถือโชว์โลโก้ยี่ห้อนมผงออกสู่สายผู้คน ส่วนในมืออีกคนหนึ่งถือกระป๋องนมผงโดยหันโลโก้ยี่ห้อของนมผงออกเช่นกัน
พรีเซนเตอร์ตัวน้อยค่อยๆ เดินออกมาตามแคตวอล์กที่ทางทีมงานจัดไว้ ก่อนมาหยุดโพสท่าให้บรรดาตากล้องได้จับภาพความน่ารักของทั้งคู่อยู่ที่กลางเวที ทั้งคู่สามารถดึงดูดสายตาทุกคู่ของคนที่เข้ามาร่วมงานให้จดจ้องอยู่ที่ร่างเล็กนั้นไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญไปกว่านั้นสองนางแบบตัวน้อยยังดึงเอาสายตาคมกริบของรวิชญ์ให้ต้องจ้องมองร่างเล็กบนเวทีอย่างไม่ละสายตาด้วยเช่นกัน
รวิชญ์มาถึงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม เขาพยายามมองหาสองนางแบบรุ่นจิ๋วตั้งแต่เริ่มเดินเข้ามาถึงงาน แต่ก็ไม่เห็นเพิ่งจะเจอก็บนเวทีนี่แหละ
เขารีบขยับตัวให้เข้าใกล้เด็กสองคนมากขึ้น ด้วยอยากเห็นหน้าเด็กสองคนนี้ให้ชัดๆ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งได้เห็นหน้าชัดเจนขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าแววตาสองคู่นี้ช่างคุ้นตาเขานัก โดยเฉพาะคนที่ถือกระป๋องนม และยังรอยยิ้มจากริมฝีปากจิ้มลิ้นนั่นอีก ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนรู้จักกับเด็กสองคนนี้มาก่อนอย่างบอกไม่ถูก มันช่างคุ้นตามาก แต่ทำไมถึงนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร และเคยเห็นที่ไหน เวลานี้เขาอยากจะให้เด็กสองคนนี้ทำงานเสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะได้เข้าไปพูดคุยด้วย
